logo
กรมธนารักษ์
สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรี
THE TREASURY
DEPARTMENT
MENU
  • A
  • A
  • A

เกี่ยวกับจังหวัด

 

 

 

 

 

 

** ประวัติจังหวัดสระบุรี **

     สระบุรี เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งแต่โบราณสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ.2092 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ การตั้งเมืองนี้ สันนิษฐานว่าพระองค์โปรดเกล้าฯให้แบ่งพื้นที่เขตเมืองลพบุรีกับเมืองนครนายกบางส่วนมารวมกัน ตั้งขึ้นเป็นเมืองสระบุรี ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เป็นศูนย์ระดมพลเมืองในยามศึกสงคราม เพราะฉะนั้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา จึงมักพบเรื่องราวของจังหวัดสระบุรีเกี่ยวกับการศึกสงครามอยู่เสมอ สำหรับที่มาของคำว่า "สระบุรี สันนิษฐานว่า เพราะเหตุที่ทำเลที่ตั้งครั้งแรกมีบึงอยู่ใกล้ คือ "บึงหนองโง้ง เมื่อตั้งเมืองขึ้นจึงได้นำเอาคำว่า "สระ มารวมเข้ากันกับคำว่า "บุรี เป็นชื่อเมือง "สระบุรี

     สระบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 107 กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง หนองแซง เสาไห้ บ้านหมอ พระพุทธบาท หนองโดน แก่งคอย มวกเหล็ก วังม่วง วิหารแดง หนองแค ดอนพุด และเฉลิมพระเกียรติ มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 3,576 ตารางกิโลเมตร 

 

ตราประจำจังหวัดสระบุรี 
 

รูปมณฑป  หมายถึง สถานที่อันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของชาวจังหวัดสระบุรีและชาวไทยทั้งประเทศ เป็นรูปมณฑปปลูกครอบรอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  

ดอกไม้ประจำจังหวัด

ชื่อดอกไม้ ดอกสุพรรณิการ์
 ชื่อวิทยาศาสตร์ Cochlospermum regium(Mart.&Schrank) Pilg
 
  

ต้นไม้ประจำจังหวัด

ชื่อพรรณไม้ ตะแบกนา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribund

 

คำขวัญประจำจังหวัด 

พระพุทธบาทสูงค่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฐานผลิตอุตสาหกรรม เกษตรนำล้ำแหล่งท่องเที่ยว หนึ่งเดียวกะหรี่ปั๊บนมดี ประเพณีตักบาตรดอกไม้งาม เหลืองอร่ามทุ่งทานตะวัน ลือลั่นเมืองชุมทาง

อาณาเขต

ทิศเหนือ : ติดต่อกับจังหวัดลพบุรี 
ทิศใต้ : ติดต่อกับจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
ทิศตะวันออก : ติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดนครนายก
ทิศตะวันตก : ติดต่อกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดลพบุรี

สระบุรีก่อนประวัติศาสตร์

ผลงานวิจัยทางธรณีวิทยา ของผ่องศรี วนาสิน และ ทิวา ศุภจรรยา ได้พบเมืองโบราณบริเวณที่ราบเจ้าพระยาตอนล่าง 16 จังหวัด มีเมืองโบราณ 63 ตำแหน่ง ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี คือ เมืองอู่ตะเภา เมืองขีดขิน และบ้านไผ่ล้อม ซึ่งเป็นบ้านเมืองสมัยประวัติศาสตร์

มนุษย์ยุคสมัยหินเก่าไม่พบหลักฐาน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี แต่พบเครื่องมือเครื่องใช้มนุษย์สมัยหินกลางที่ถ้ำพระงาม (ถ้ำโพธิสัตว์) อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

เมื่อเดือนตุลาคม 2527 ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มาขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำเทพนิมิต วัดพุคำบรรพต อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผารอยเถ้าถ่าน และเครื่องประดับที่ทำจากหอยเบี้ยม้วนทอง ซึ่งเป็นหอยทะเล จากหลักฐานที่พบนี้ สันนิษฐานว่าเคยมีมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหินใหม่ตอนปลายเข้ามาอาศัยอยู่เป็นเวลาสั้นๆ เพราะพบชิ้นส่วนไม่มากนัก

ที่พระพุทธฉาย หมู่ 1 บ้านหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี มีภูเขาชื่อว่า เขาปถวี (เขาลม หรือ เขาฆาตกบรรพต) เมื่อขึ้นบันไดเพื่อไปนมัสการพระพุทธฉาย ตรงเชิงผาด้านหน้าจะมีภาพเขียนของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่น ภาพสีแดงรูปมือ

ที่กล่าวมานี้ คือ หลักฐานที่แสดงว่า พื้นที่สระบุรีเคยมีมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาอาศัยอยู่แล้ว

   

 

สมัยประวัติศาสตร์ ยุคทวาราวดี

พื้นที่จังหวัดสระบุรี พบหลักฐานหลายแห่ง ที่สนับสนุนว่าอยู่ในยุคสมัยทวารวดี เช่น " บ้านอู่ตะเภา (หรือบ้านดงเมือง) หมู่ที่ 6 ต.ม่วงหวาน อ.หนองแซง จ.สระบุรี จากภาพถ่ายทางอากาศปรากฏว่าท้องถิ่นนี้เป็นชุมชนโบราณ มีแนวคู 2 วงล้อมรอบ พื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ชั้น

หลักฐานอันแสดงว่าเมืองสระบุรี เคยอยู่ในยุคทวารวดี อีกที่หนึ่ง คือ จารึกถ้ำเขาวง หรือ ถ้ำนารายณ์ อยู่ที่วัดเขาวง ม.5 ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ที่วัดนี้มีถ้ำอยู่ เป็นถ้ำทีมีปากถ้ำติดอยู่บนพื้นดิน ที่ผนังปากถ้ำด้านขวามือ สูงจากพื้นดินประมาณ 2.5 เมตร มาจารึก 3 บรรทัด แนวยาวประมาณ 50 ซม. ระหว่างบรรทัดกว้าง 15 ซม.

อักษรที่จารึกไว้เป็นอักษรปัลลวะ แต่ถ้อยคำที่จารึกเป็นภาษามอญโบราณ มีคำแปลว่า " กุนทรีชนผู้ตั้งอาณาจักร อนุราธปุระ ได้มอบให้พ่อลุงสินายะเป็นตัวแทนพร้อมทั้งชาวเมือง (อนุราธปุระ) ร่วมกันจัดพิธีขับร้องฟ้อนรำ (เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปูชนียวัตถุ) ที่ประดิษฐานไว้แล้วที่สถานที่นี้

จารึกนี้ มีราวพุทธศตวรรษที่ 12 อันเป็นยุคทวารวดี สมัยทวารวดีชายฝั่งทะเลเป็นอ่าวเว้าเข้าไปทางเหนือห่างจากทะเล ปัจจุบันถึง 140 กิโลเมตร ข้อความจากจารึกนี้ ทำให้แลเห็นว่าบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นบ้านเมืองมาแล้ว มีกลุ่มชนที่เจริญ อาจมีการติดต่อกับบุคคลภายนอก เช่น ลังกา ดังชื่อเมือง " อนุราธ นั้น เป็นเมืองที่มีอยู่ในลังกา อาจได้ชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อเมืองถิ่นนี้ก็เป็นได้ ที่น่าคิดก็คือ เมื่อครั้งคณะสงฆ์ไทยเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกา แต่พระลังกาบอกว่าพระพุทธบาทที่เมืองท่านก็มี ทำไมพระลังกาจึงรู้ว่าถิ่นนี้มีพระพุทธบาท เพราะจากถ้ำเขาวงไปยังพระพุทธบาทอยู่ไม่ไกลเลย จึงน่าเป็นไปได้ว่ายุคโน้นชาวลังกามาติดต่อถึงถิ่นนี้แล้ว เพราะครั้งนั้นชายฝั่งทะเลกว้างไกล

สำหรับสระบุรี มีอีกแห่งหนึ่งคือ ถ้ำพระโพธิสัตว์ อยู่ที่บ้านน้ำพุ หมู่ 10 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ถ้ำพระโพธิสัตว์ มีอีกชื่อว่า ถ้ำพระงาม หรือถ้ำเขาน้ำพุ ประกอบด้วยคูหาน้อยใหญ่ 6 คูหา คูหาที่มีภาพสลักบนผนังเป็นคูหาติดทางปากเข้า และเป็นคูหาที่มีแสงสว่างส่องถึงมากที่สุด คูหานี้ มีเจดีย์ ปิดทองตั้งอยู่บนฐานโบกปูน ปูด้วยกระเบื้อง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบัน ณ ผนังด้านเหนือ ของคูหานี้สูงจากพื้นถ้ำ 3.27-5.25 เมตร มีภาพสลักนูนต่ำ ศิลปกรรมสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 13-14) ขอบเขตของภาพ 3.30 x 2.08 เมตร เป็นภาพที่ประกอบด้วย รูปบุคคล 6 ภาพในอิริยาบถที่ต่างกัน

สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นภาพตอนที่บรรดาเทพเจ้าเฝ้าทูลอาราธนาให้พระพุทธเข้าทรงแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตว์ในโลกและเมื่อทรงแสดงธรรม ก็มีเทพเจ้า มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ มาเฝ้าเพื่อสดับธรรม ดังที่มีรายละเอียดปรากฎอยู่ในลลิตวิสตระอันเป็นคัมภีร์แสดงพุทธประวัติฝ่ายมหายาน ซึ่งเข้าใจว่าความรู้เรื่องคัมภีร์นี้มีแพร่หลายในสมัยนั้น อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม สันนิษฐานถ้ำนี้ว่า " น่าจะเป็นที่จำศีลภาวนาของนักบวชและฤาษี ภายในถ้ำโอ่โถงพอสมควร พอเป็นที่อาศัยพำนักได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงแต่ก็ไม่มีอะไรที่ลำบากแก่การดำรงชีวิต อันเนื่องมาจากบริเวณที่ตีนเขาตรงหน้าถ้ำนั้นมีธารน้ำตกเหมาะกับการตั้งหลักแหล่งพำนักอาศัยของบรรดานักบวชหรือไม่ก็ชุมชนและผู้คนที่อยู่ในที่สูงป่าเขา อาศัยผลผลิตของป่าในบริเวณนั้นหาเลี้ยงชีพ

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระพุทธฉาย รวมทั้งมณฑปบนภูเขาด้วยโดยกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินงาน ภายในมณฑปมีรอบพระพุทธบาทจำลอง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2537 ก็พบว่าพื้นซีเมนต์ใต้แท่นพระพุทธบาท จำลองมีรอยพระพุทธบาทปรากฎอยู่ ยาวประมาณ 2.5 เมตรครึ่ง ลึกลงในพื้นหิน 3-5 ซม. ตรงกลางมีรอยธรรมจักร เช่นเดียวกับรอยพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท ส่วนรอบๆ ไม่มีลายมงคล 108 ประการ รอยพระพุทธบาทแห่งนี้มีรูปลักษณะ และวิธีการสร้างใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาทที่วัดสระมรกต อ.โคกปีบ จ.ปราจีณบุรี อันเป็นรอยพระบาทคู่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 แต่ที่พบบนเขาวัดพระพุทธฉายนี้เป็นรอยพระบาทเดี่ยวและเป็นรอยพระบาทเบื้องขวา ดังที่นิยมพูดกันว่า " พระพุทธบาทเบื้องซ้าย พระพุทธฉายเบื้องขา

พระพุทธบาที่พบบนภูเขาพระพุทธฉายนี้ ยังไม่มีนักโบราณคดีมืออาชีพชี้ชัดว่าสร้างในยุคใด แต่ก็มีผู้สนใจเรื่องโบราณคดีหลายท่านบอกว่า น่าจะมีอายุประมาณ พุทธศตวรรษที่ 9-13 อันเป็นยุคสมัยทวารวดี

ส่วนสาเหตุที่ต้องปกปิดซ่อนเร้นรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ไว้ใต้ผืนทรายมานานนับพันปีนั้น อาจจะต้องเกิดภัยสงคราม หรือ เหตุการณ์อะไรสักอย่างที่จำเป็นต้องซ่อนสิ่งที่เคารพบูชาไว้ให้ปลอดภัย

รอยพระพุทธบาทพระพุทธฉายนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า ดินแดนถิ่นนี้เคยมีอารยธรรมรุ่งเรืองมานาน และคงเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่พอสมควร จึงเป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาประดิษฐานเอาไว้ และต่อมาคงล่มสลายไปเมื่ออิทธิพลของขอมแผ่เข้ามาถึงถิ่นนี้

ขอมในสระบุรี

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ " ตำนานเมืองสระบุรี ไว้ตอนหนึ่งว่า " ท้องที่อันเป็นเขตจังหวัดสระบุรีนี้ แต่โบราณครั้งเมื่อขอมยังเป็นใหญ่ในประเทศนี้อยู่ในทางหลวงสายหนึ่งซึ่งพวกขอมไปมาติดต่อกับราชธานีที่นครหลวง (ซึ่งเรียกในภาษาขอมว่านครธม) ยังมีเทวสถานซึ่งพวกขอมสร้างเป็นปรางค์หินไว้ตามที่ตั้งเมืองปรากฏอยู่เป็นระยะมา คือ ในเขตจังหวัดปราจีณบุรี มีที่อำเภอวัฒนานครแห่ง 1 ที่ดงศรีมหาโพธ์แห่ง 1 ต่อมาถึงเขตจังหวัดนครนายก มีที่ดงละครแห่ง 1 แล้วมามีที่บางโขมดทางขึ้นพระพุทธบาทแห่ง 1 ...

ซึ่งก็ตรงกับที่คนเสาไห้รุ่นเก่าเล่าว่าท้องถิ่นนี้เดิมเป็นเส้นทางที่ขอมเดินผ่านไปเมืองละโว้ ที่ศาลเจ้าพ่อน้อย ริมถนนสระบุรี-เสาไห้ ตรงข้ามสนามกีฬาโรงเรียนอนุบาลเสาไห้ มี เกียรติมุขอยู่ในศาลนี้ (กรมศิลปากร ประกาศให้เป็นโบราณวัตถุสำหรับชาติ ตามประกาศลงวันที่ 24 ธันวาคม 2501)

เกียรติมุข คือรูปหน้าขบ หรือยักษ์คล้ายราหู มีแต่หัว ไม่มีแขน ไม่มีขา ตามคติพราหมณ์เล่าว่า ครั้งหนึ่งพระอิศวรได้พิโรธอย่างรุนแรง จนเกิดตัวเกียรติมุขตรงระหว่างคิ้วที่ขมวดนั้น กระโดดออกมาจากพระพักตร์มันหิวมากจึงกินทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเอง เมื่อไม่มีอะไรจะกิน มันก็เริ่มกินตัวของมันเอง เช่น แขน ขา ลำตัว จนเหลือแต่หัว ขณะนั้น พระอิศวรได้ทอดพระเนตรดูมันตลอดเวลาทรงเห็นโทษของความโกรธ อันทำให้เกิดตัวเกียรติมุขนั้น พระองค์ตรัสว่า " ลูกเอ๋ย พ่อเห็นแล้วว่าความโกรธนั้นมันเผาผลาญทุกสิ่ง ทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง เจ้าจงไปประดิษฐานอยู่ตรงหน้าบัน หรือส่วนมุขของเทวาลัย เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติของมนุษย์ทั่วไป ให้รู้จักยับยั้งความโกรธเสีย ตัวเกียรติมุขจึงถูกสร้างไว้ที่เทวสถานทั่วไป ตัวเกียรติมุขนี้เรียกอีกอย่างว่า " หน้ากาละ หมายถึงกาลเวลาย่อมกลืนกินทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง เมื่อคตินี้มาถึง ชาวพุทธจึงได้ดัดแปลงเป็นตัวราหู บางทีก็เป็นรูปอมจันทร์บ้าง ในศิลปะขอมเริ่มปรากฏตัวเกียรติมุขบนทับหลังตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2

เกียรติมุขที่อยู่ในศาลเจ้าพ่อน้อย เสาไห้ นั้น ทำด้วยหินทราย สมัยลพบุรี สูง 45 ซม. ชาวบ้านบอกว่า พบที่ถิ่นนี้นานแล้ว และยังเคยพบศิวลึงค์หินทราย ศิลปะขอมหรือเทวสถานในถิ่นนี้ ก็น่าคิดว่าในอดีตน่าจะมีเพราะเกียรติมุขนั้นนิยมสร้างไว้ตามเทวสถานขอม

ตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ว่ามีเทวสถานของขอมอยู่ที่บางโขมดทางขึ้นพระพุทธบาทนั้น ก็คือ " บ้านคูเมือง อยู่ที่หมู่ ที่ 11 ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี

" บ้านคูเมือง หรือ " เมืองขีดขิน (เป็นชื่อเมืองที่พระรามมอบเมืองนี้ให้แก่สุครีพเมื่อเสร็จศึกลงกาแล้วดังปรากฏอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ บางทีชนท้องถิ่นนี้อาจได้รับอิทธิพลจากเรื่องรามเกียรติ์ที่เล่ากันอยู่ในหมู่บ้าน จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่าเมืองขีดขิน หรือ " ปรันตปะนครราชธานี (ในพระบาลี) มีกล่าวถึง พุทธพยากรณ์เป็นเค้าไว้ในตำนานพระพุทธบาท เท้าความถึง กรุงศรีอยุธยาตอนหนึ่ง ส่อว่า เมืองปรันตปะต้องร้างไปในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก โดยถูกพม่ากวาดต้อนประชาชนพลเมืองไปหมด ตลอดจนองค์สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระพี่นาง

ต่อมาเมื่อจะพบรอยพระพุทธบาท ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2163-2171) นั้นว่า " พระสงฆ์ (ไทย) ไปไหว้พระพุทธบาทเมืองลังกา จึงมีลาย (หนังสือ) บอกเข้ามาว่า มีพระพุทธบาทอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร อยู่ในเขาสัจจพันธบรรพตไปจากปรันตปะนครนั้นหนทางประมาณ 300 เส้น ระยะทางประมาณ 300 เส้น ก็ตกราว 12 กม. ถ้ามาตามทางหลวงสายพระพุทธบาท-บ้านหมอ-ท่าเรือ ถึงทางแยกเข้าบ้านคูเมือง ก็อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 11-12 คำนวณระยะทางที่กล่าวจะตรงกันกับในตำนานพระพุทธบาท และคำให้การขุนโขลน ดังนั้น บ้านคูเมืองกับเมืองขีดขินหรือ ปรันตปะนคร จึงถือเป็นสถานที่เดียวกัน

 

 

 

สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า " เมืองสระบุรีเห็นจะเป็นเมืองตั้งต่อเมื่อไทยได้ประเทศนี้จากพวกขอมแล้ว

ชื่อ " เมืองสระบุรี มีปรากฏในหน้าพงศาวดารครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช (พ.ศ. 2111-2112) ครั้งนั้น พระเจ้าหงสาวดียกทัพพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหินทราธิราชได้ทรงมีพระราชสาส์นไปยังพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวียงจันทน์ ให้ยกทัพมาช่วยไทย แต่ทัพลาวถูกพม่าซุ่มโจมตี ที่ตำบลหมากสองต้น เมืองสระบุรี " แสดงว่า เมืองสระบุรีต้องตั้งมาก่อน พ.ศ.2112 แต่จะตั้งเมื่อใดไม่มีหลักฐาน

เมืองสระบุรี ที่แรกตั้งนี้อยู่ที่บริเวณบึงโง้ง ตำบลเมืองเก่า (เดิมชื่อตำบลศาลารีลาว) อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี บึงโง้ง เป็นหนองน้ำรูปเกือกม้า เป็นหนองน้ำที่เกิดจากการขุดดินมาทำอิฐ เพื่อสร้างเมืองสระบุรี ในอดีต จนถึงพ.ศ.2433 เมื่อเปลี่ยนตัวเจ้าเมืองคนใหม่ ก็ย้ายที่ทำการเมืองไปอยู่ที่บ้านไผ่ล้อมน้อย ตามบ้านเรือนที่เจ้าเมืองอยู่ ปัจจุบันบึงโง้งเป็นที่สาธารณะมีพื้นที่ประมาณ 75 ไร่ มีการขุดลอกบึงสวยงาม

คำว่า " สระบุรี มีความหมายว่า " เมืองแห่งน้ำ หรือ " เมืองที่อยู่ใกล้น้ำ เพราะครั้งแรกเมืองอยู่ที่ริมบึงโง้ง ใกล้แม่น้ำป่าสัก

 รอยพระพุทธบาท ค้นพบในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2163-2171) โดยพระมหากษัตริย์ืหลายพระองค์ต่อมาถือเป็นประเพณีปฏิบัติในการมามนัสการเพื่อสิริมงคล

  

 

 

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์เรื่อง " ตำนานเมืองสระบุรี ไว้ตอนหนึ่งว่า " ในครั้งกรุงธนบุรีนั้น มีศึกพม่ายกมาติดเมืองเวียงจันทน์อันเป็นราชธานีของกรุงศรีสัตนาคนะหุต พวกลาวชาวเวียงจันทน์พากนอพยพหนีพม่าลงมาทางเมืองนครราชสีมาเป็นอันมาก พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดประทานอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแขวงเมืองสระบุรี ข้อความนี้บอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลาวมาอยู่สระบุรี เพราะก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่ามีลาวมาอยู่สระบุรี

พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมอบให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และพระยาสุรสีห์นำทัพไปตีนครเวียงจันทน์และยึดนครเวียงจันทน์ได้ ได้นำชาวลาวพร้อมทั้งพระแก้วมรกตและพระบางมาถึงเมืองสระบุรี เมื่อเดือน 4 ปีกุน เอกศก 1441 (พ.ศ.2322) คราวนั้นโปรดฯ ให้ลาวเวียง ลาวหัวเมืองฟากโขงตะวันออกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรี ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ของลาวได้นำมายังกรุงธนบุรี ทรงชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี สำหรับพระบางนั้นได้คืนไปให้แก่ลาวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2408

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้มีลาวมาอยู่ในเมืองสระบุรีเป็นครั้งที่สอง สืบเชื้อสายมาจนทุกวันนี้

ต่อมาเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโบก พระองค์ทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานีของไทย ในการสร้างพระบรมมหาราชวังและเสาหลักเมืองครั้งนี้ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ได้มีพระบรมราชโองการไปยังเหนือหัวเมืองต่างๆ ให้ตัดไม้ที่มีลักษณะดีส่งไปยังกรุงเทพฯเพื่อคัดเลือกเป็นเสาหลักเมือง เมืองสระบุรีได้ตัดไม้ตะเคียนส่งไปยังกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก เสา (วิญญาณแม่ตะเคียนประจำเสา) เสียใจมากจึงลอยทวนกระแสน้ำมาตามลำน้ำป่าสัก หยุดลอยกลางลำน้ำเยื้องที่ว่าการอำเภอเสาไห้ทุกวันนี้ นางไม้ประจำเสาต้นนี้ได้ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญให้ชาวบ้านได้ยินเสมอ แล้วจมลงใต้น้ำ ณ ที่ตรงนั้นชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านไผ่ล้อมน้อยว่าบ้านเสาไห้มาจนทุกวันนี้

ต้นปี พ.ศ.2501 วิญญาณแม่ตะเคียนได้เข้าฝันนางเฉลียว จันทรประสิทธิ์ ว่าอยากขึ้นจากน้ำ ชาวบ้านจึงร่วมกันสำรวจใต้น้ำจึงพบว่ามีเสาไม้อยู่จริง และนำขึ้นจากใต้น้ำนำไปไว้ที่วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 จากนั้นก็ถือเอาวันที่ 23 เมษายน เป็นวันสรงน้ำนางตะเคียนเรื่อยมา

ที่เกี่ยวกับสระบุรีอีกอย่างหนึ่ง คือ การซ่อมพระมณฑปพระพุทธบาท อันเนื่องมาจากความเสียหายคราวสงครามกับพม่า เมื่อ พ.ศ.2310 ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินก็เพียงแต่ทำหลังคามุงกระเบื้องกั้นพระพุทธบาทไว้ มาในรัชกาลนี้ ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองในการซ่อมพระมณฑป พระองค์ทรงแสดงพระราชศรัทธาอันยิ่ง โดยทรงแบกตัวลำยองเครื่องบนพระมณฑปตัวหนึ่ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินจากท่าเรือจนถึงพระพุทธบาท ทรงจัดการซ่อมพระมณฑปของเดิมนั้นมี 5 ยอด แต่ซ่อมคราวนี้ทำพระมณฑปยอดเดียวและให้ทำพระมณฑปน้อยกั้นรอยพระพุทธบาทภายในพระมณฑปใหญ่เสาทั้ง 4 กับทั้งเครื่องบนและยอดล้วนแผ่นทองคำหุ้มทั้งสิ้น พ.ศ.2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้สร้างพระมณฑปเล็กข้างในให้บริบูรณ์ตามเดิม

พ.ศ.2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้กรมหมื่นเทพหริรักษ์ และพระยายมราชนำทัพไปตีพม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสน พม่าแพ้ท่านให้เผาเมืองเชียงแสน รวบรวมผู้คนเชียงแสนได้ 23,000 คน แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ส่วนหนึ่ง ให้อยู่เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ลำปาง ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่น่าน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์ อีกส่วนหนึ่งให้นำมาใต้ โปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรี และราชบุรี สระบุรีจึงมีชาวไทยวน (ชาวไทยที่มาจากเชียงแสน) อยู่สืบทอดขยายประชากรไปทุกอำเภอ (เว้นอ.ดอนพุด และ อ.หนองโดน) และขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว มาจนทุกวันนี้

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเหตุการณ์ เกิดขึ้นกับเมืองสระบุรี อันสืบเนื่องมาจาก พ.ศ.2322 ได้นำพระราชวงศ์ลาวมาอยู่ไทยนั้น มีพระโอรสของพร ะเจ้าสิร ิบุญสาร 4 พระองค์ คือ เจ้านันทเสน เจ้าอินทรวงศ์ เจ้าอนุวงศ์และ เจ้าพรหมวงศ์ มีพระธิดา 1 พระองค์ คือเจ้าหญิง เขียวค้อม (พระนางแก้วฟ้า) สำหรับพระเจ้าพรหมวงศ์มิได้นำมาไทย เมื่อพระเจ้าสิริบุญสารสวรรคตพระมหากษัตริย์ไทยก็ส่งพระโอรสของพระเจ้าสิริบุญสารกลับไปครองเวียงจันทน์ตามลำดับ จนพ.ศ.2347 เจ้าอนุวงศ์ก็ไปครองนครเวียงจันทน์

พ.ศ.2371 ทัพไทยที่กลับจากปราบเจ้าอนุวงศ์ ได้นำครอบครัวลาวลงมาอยู่สระบุรีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 สระบุรีจึงมีคนไทยเชื้อสายลาวอยู่ทุกอำเภอ

" ลาวเวียง คือลาวที่มาจากนครเวียงจันทน์ ปัจจุบันมีอยู่มากที่อำเภอแก่งคอย หนองแค หนองแซง วิหารแดง เสาไห้ บ้านหมอ

" ลาวพวน คือ ลาวที่มาจากเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มีอยู่มากท ี่อำเภอหนอง โดน อำเภอดอนพุด และที่หมู่ 6 ต.เจริญธรรม หมู่ 2 ต.วิหารแดง อำเภอวิหารแดง

" ลาวแง้ว คือลาวที่มาจากชนบท ชานเมืองเวียงจันทน์ ปัจจุบันมีอยู่บ้านตาลเสี้ยน บ้านหนองแก บ้านหนองระกำ อำเภอพระพุทธบาท และบางหมู่บ้านในอำเภอหนองโดน

" ลาวญ้อ คือ ลาวที่มาจากเมืองคำเกิดเมืองชัยบุรีในประเทศลาว ปัจจุบันมีอยู่ในบางหมู่บ้าน อำเภอแก่งคอย เช่น บ้านห้วยแห้ง บ้านหาดสองแคว บ้านพระบาทน้อย

ที่ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค มี วัดอยู่ 2 วัด คือ วัดสนมลาว (วัดไทยงาม) และ วัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์) วัดสนมไทย เป็นที่อยู่ของคนไทยที่พูดภาไทยภาคกลาง ส่วนวัดสนมลาวเป็นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ ได้มาอยู่ที่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี และบ้านสนมลาว

ทิศตะวันตกของอำเภอเสาไห้ เดิมมีตำบลชื่อว่า " ตำบลศาลารีลาว ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบลเมืองเก่า วัดม่วงงาม (เดิมชื่อวัดม่วงลาว) ตำบลม่วงงาม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มีเจดีย์เก่าทรงโคตรบูรณ์ อันเป็นเจดีย์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนเจดีย์ลาว ยังมีปรากฏอยู่ แสดงว่าถิ่นนี้มีลาวเวียงมากเรื่อยไปจนถึงท้องที่อำเภอนครหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2400 ได้โปรดฯ ให้บูรณะพระมณฑปพระพุทธบาทและที่ประทับใหม่หลายหลังในพระราชวังท้ายพิกุล ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ครั้งนี้เป็นเงิน 441 ชั่ง 4 ตำลึง 3 บาท 1 สลึง 1 เฟื้อง ต่อมาพ.ศ.2403 พระองค์เสด็จมานมัสการพระพุทธบาทอีก ทรงยกยอดพระมณฑปและทรงบรรจุพระบรมธาตุ และได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉาย แล้วเสด็จประทับที่วัดเขาแก้ว (ปัจจุบันคือวัดเขาแก้ววรวิหาร ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี)

พ.ศ.2402-2404 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างที่ประทับที่ตำบลสีทา (ปัจจุบันคือ หมู่ที่ 8 ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และจัดให้เขาคอกเป็นที่ฝึกทหาร

การสร้างพระตำหนักที่บ้านสีทานี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จว่า ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญาทางไมตรีกับฝรั่งมีกงสุลต่างชาติเข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นเมื่อไทยกับฝรั่งยังไม่คุ้นกัน ถ้าเกิดโต้เถียงกัน พวกกงสุลมักขู่ว่า จะเรียกเรือรบเข้ามากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รำคาญพระราชหฤทัย ทรงพระดำริตั้งเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรองเหมือนอย่างสมเด็จพระนารายณ์แต่มีความเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ควรตั้งที่เมืองนครราชสีมา จึงโปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปตรวจ แต่ทรงเห็นว่าเมืองนครราชสีมากันดารน้ำนัก พระองค์โปรดที่เขาคอกในแขวงเมืองสระบุรี จึงคิดททำที่มั่นฝึกทหารที่เขาคอกนั้น และสร้างที่ประทับ ณ ตำบลบ้านสีทา ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งไม่ห่างจากเขาคอกนัก เขาคอกอยู่ที่บ้านท่าคล้อ หมู่ที่ 3 ตำบลท่าคล้อ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ลักษณะพิเศษของเขาคอกก็คือ มีภูเขาล้อมรอบเหมือนป้อมปราการ มีช่องทางเข้า-ออก แคบๆ อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นช่อง ทางบก 1 แห่ง ถัดไปทางซ้ายราว 30 เมตร เป็นช่องทางน้ำ 1 แห่ง ภายในหุบเขาเป็นที่กว้าง มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่เศษ มีเนินดิน กำแพงหิน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้เขาคอกเป็นที่ฝึกพลไว้ป้องกันอริราชศัตรู

สำหรับพระตำหนักสีทานั้น สร้างด้วยเครื่องไม้ ครั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกบ้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้รื้อพระตำหนักลงมาสร้างวังพระราชทานพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ที่พระตำหนักสีทานี้ พระองค์ทรงคุ้นเคยกับชาวบ้านถิ่นนั้น ซึ่งเป็นไทลาว จนพระองค์ฟ้อนและแอ่วได้ชำนิชำนาญ ถ้าไม่ได้เห็นพระองค์แล้วก็สำคัญว่าลาว พระองค์ได้ทรงสร้างวัดไว้วัดหนึ่งอยู่ใต้วัดสองคอนใต้ลงไป พระองค์ทรงเชิญพระพุทธรูปองค์หนึ่งมาจากเวียงจันทน์ประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ต่อมาทั้งวัดและวังสีทาร้างชาวบ้านนำพระพุทธรูปนี้ไปประดิษฐานไว้ที่วัดสองคอนใต้ เมื่อหม่อมเจ้าพระองค์สังวรวรประสาธน์ (หม่อมเจ้าพระชัชวาล) เสด็จมาที่นี่ได้เชิญพระพุทธรูปนี้ไปที่กรุงเทพฯ พวกชาวบ้านเสียดายมาก ถึงกับร้องไห้ก็มี เมื่อหม่อมเจ้าสังวรวรประสาธน์ถึงแก่ชีพิตักษัยแล้ว จึงโปรดให้เชิญพระพุทธรูปนี้มาไว้ที่วัดสองคอนใต้ตามเดิม เป็นที่ปีติยินดีของชาวบ้านนี้มาก

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสระบุรีเกิดขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 4 อีกอย่าง คือ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีมาแต่โบราณว่า เมื่อมีพระราชพิธีสำคัญจะมีการตักน้ำจากแม่น้ำสำคัญมาทำน้ำมุรธาภิเษกสรงในพระราชพิธี ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จตามลำน้ำป่าสักไปยังวังสีทา ได้ทรงหยุดพักที่ท่าน้ำบ้านท่าราบ และสรงน้ำที่หาดที่ราบเนื่องจากพื้นน้ำมีลักษณะเป็น " วัง คือ น้ำนิ่งและลึก ใสเย็นกว่าบริเวณอื่น เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก นับแต่นั้นมาถือว่าน้ำท่าราบเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทรงให้นำน้ำแหล่งนี้ไปทำอภิเษกในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 5 สืบมาจนปัจจุบัน รวมกับน้ำแหล่งอื่นเรียกว่า " เบญจสุทธิคงคา คือ แม่น้ำบางปะกง (ตักที่บึงพระอาจารย์ จ.นครนายก) แม่น้ำป่าสัก (ตักที่บ้านท่าราบ ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี) แม่น้ำเจ้าพระยา (ตักที่ ต.บางแก้ว จ.อ่างทอง) แม่น้ำราชบุรี (ตักที่ตำบลดาวดึงส์ จ.สมุทรสาคร) แม่น้ำเพชรบุรี (ตักที่ ต.ท่าชัย จ.เพชรบุรี)

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้เสด็จมายังสระบุรีหลายครั้ง บางครั้งก็ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร.ไว้ ณ สถานที่ที่พระองค์เสด็จ เช่น ที่พระพุทธฉาย ถ้ำวัดพระโพธิสัตว์ ผาเสด็จพัก ถ้ำวิมานจักรี ถ้ำมหาสนุก ศิลาหน้าผาเขาขาด ครั้งที่เสด็จพระพุทธฉาย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ร.ศ.115 นั้นได้โปรดให้อาราธนาเจ้าอธิการลันวัดพระพุทธฉายเทศนามหาชาติคำลาวด้วย , ผาเสด็จ หรือ ผาเสด็จพัก อยู่ที่หมู่ ที่ 5 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย เล่ากันว่า คราวที่ช่างทำทางรถไฟได้ทำการระเบิดหินหลายครั้งแต่หินไม่ยอมแตกจึงโปรดให้นำตราแผ่นดินมาตีประทับโคนไม้ขนาดใหญ่ที่บริเวณนี้ ทำการระเบิดอีกแต่หินก็ไม่ยอมแตก จึงโปรดให้สร้างศาลพระภูมิขึ้นแล้วจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ไว้ เมื่อคราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ร.ศ.115 และจารึก ผ.ส. หมายถึง พระนามพระนางเจ้าอัครราชเทวีไว้ด้วย

10 กรกฎาคม 2556 | จำนวนเข้าชม 226 ครั้ง